ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐฯ โอไฮโอ

ด้วยความที่สหรัฐฯ เป็นประเทศมหาอำนาจของโลกการที่ประเทศต่างๆ ต้องการที่จะทำการติดต่อเพื่อค้าขายด้วยจึงเป็นเรื่องปกติ ยิ่งหากใครสามารถเข้าไปติดต่อแล้วทำการค้าได้สำเร็จก็จะยิ่งทำให้มีโอกาสเติบโตทางธุรกิจได้ง่าย ด้วยเหตุนี้เองธุรกิจไทยจำนวนไม่น้อยจึงมีความสนใจต้องการเข้าไปลงทุนยังสหรัฐฯ ซึ่งแต่ละเมืองก็จะมีความน่าสนใจต่างกันออกไป อย่างเมืองโอไฮโอก็เป็นอีกเมืองที่มีความน่าสนใจต่อการลงทุนอยู่ไม่น้อยสำหรับธุรกิจไทย ทว่าหากต้องการคิดจะลงทุนกับที่ไหนก็ตามจำเป็นต้องทำการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดหรือเกิดได้น้อยที่สุดนั่นเอง เพราะฉะนั้นหากใครที่กำลังคิดจะเอาธุรกิจไปขยายยังโอไฮโอก็ควรต้องทำการศึกษาข้อมูลต่างๆ ดังนี้

ohio-city

พื้นที่ตั้งและเมืองสำคัญของโอไฮโอ

โอไฮโอตั้งอยู่บริเวณตอนกลางกึ่งเหนือของประเทศสหรัฐฯ มีพื้นที่ราว 44,825 ตร.ไมล์ หรือราว 116,096 ตร.กม. มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 34 ของประเทศ มีเมืองสำคัญพร้อมจำนวนประชากรที่สามารถแยกออกได้คือ

  1. Columbus ถือว่าเป็นเมืองหลวงของรัฐ เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโอไฮโอ ประชากรอาศัยอยู่ราว 822,533 คน เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่อย่าง Wendy’s ร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดชื่อดังของประเทศ
  2. Cleveland มีจำนวนประชากรราว 390,113 คน เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่บริษัท Sherwin Williams บริษัทวัสดุก่อสร้างและสี
  3. Cincinnati มีจำนวนประชากรราว297,517 คน เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของบริษัท Procter & Gamble (P&G)
  4. Toledo มีจำนวนประชากรราว 282,313 คน
  5. Akron มีจำนวนประชากรราว 198,100 คน เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ Goodyear Tire and Rubber Co.

ข้อมูลทั่วไปที่น่าสนใจของโอไฮโอ

เมื่อเทียบรายได้ของประชากรต่อหัวและต่อครัวเรือนจะอยู่ที่ราว 25,857 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี หรือราว 48,246 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อครัวเรือนต่อปี มีอัตราค่าแรงขั้นต่ำ 7.25 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อชั่วโมง ภาษีการค้า 5.75% ระดับการศึกษาของประชากรส่วนใหญ่ประชากรที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไปจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 88.2% สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่า 24.7% ด้านของภาคอุตสาหกรรมจะเน้นการผลิตยางและพลาสติก ธุรกิจการเงินที่จัดว่าเป็นองค์ประกอบหลักภายในรัฐ นอกจากนี้ยังมีภาคอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์ชีวภาพที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในแถบมิดเวสท์ มีธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องของพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมประเภทพลังงานแสงอาทิตย์ด้วย

ด้านธุรกิจการค้า

  1. มีข้อได้เปรียบด้านโครงสร้างภาษีสำหรับการทำธุรกิจมากกว่ารัฐอื่นๆ เช่น ไม่มีการเรียกเก็บภาษี Corporate Profits Tax, Inventory Tax, ยอดรายรับที่มูลค่าต่ำกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือภาษีด้านการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์
  2. อัตราภาษีด้านกิจกรรมทางการค้าต่ำแค่ 6% สำหรับยอดรายรับที่เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  3. มีสำนักงานใหญ่ของบริษัทชื่อดังตั้งอยู่หลายาแห่งแสดงให้เห็นถึงคุณภาพทางเศรษฐกิจ